Share

หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วัฒนธรรมรถยนต์

 ไม่ได้เดินห้างสรรพสินค้ามาเสียนาน
 ที่ได้เข้าไปเหยียบย่างบ้างก็แค่เดินเข้าไปอย่างมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การเร่งฝีเท้าไปให้ทัน ก่อนที่ร้านรับจ่ายค่ามือถือ โทรศัพท์บ้าน และอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง จะปิดรับเงิน
 วันนี้คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ที่เดินเข้าไปอย่างไร้จุดหมาย มีแต่เพียงจุดประสงค์ที่จะเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าเท่านั้น
 นั่นคงเป็นเพราะวันนี้มีเวลาว่างพอประมาณ อย่างน้อยก็สักสองชั่วโมง
 และคงเป็นเพราะห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อและเปลี่ยนอะไรอีกหลายๆอย่าง ผมยังไม่เคยเดินเข้าไป แม้แต่จะผ่านก็ยังมีน้อย
 วันนี้เมื่อมีโอกาสเจอกันจะๆซึ่งหน้า และมีเวลาพอจะทำความรู้จักกัน ก็น่าจะลองแวะเข้าไปเยี่ยมชม
.....................

 ก่อนหน้าที่เหตุการณ์การปะทะกันระหว่างคนชายขอบ กทม.กับห้างสรรพสินค้าใหญ่(มาก)กลางกรุง
 ผมไม่เคยคิดอยากเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับอาคารสูง ที่แม้อากาศเย็น แต่ก็แสนจะเบียดเสียดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา
 แต่ด้วยว่าเพื่อนนัดทานข้าวในโอกาสพิเศษ ที่หนึ่งปีจะมีเสียที ซึ่งผมก็พร้อมและเต็มใจจะไปอยู่แล้ว จึงตบปากรับคำไป
 สถานที่นัดหมายคืออาคาร เอราวัณ บางกอก สถานที่ที่เพิ่งเคยได้ยินชื่อเป็นครั้งแรกในชีวิต
 เพื่อนแสนดีอธิบายวิธีการไปให้เสร็จสรรพ หนทางที่ง่ายและสะดวกสบายที่สุด คือ รถไฟฟ้า
 แต่ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นชาติที่พร้อมใจจะเบนเข็มเพื่อมุ่งหน้าไปในทิศทางของวัฒนธรรมรถยนต์ วัฒนธรรมที่ส่งเสริมการใช้รถยนต์มากกว่าการส่งเสริมการให้คนใช้รถสาธารณะ
 การเดินทางของผมไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด ก็กินระยะทางเกินกว่าครึ่งทาง
 ว่าด้วยเรื่องวัฒนธรรมรถยนต์นี้ ใครที่จะได้ประโยชน์ ก็น่าจะเห็นๆกันอยู่ โดยเฉพาะคนที่เคยเข้าออกทำเนียบรัฐบาลเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการประชุมกำหนดนโยบาย ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายชิ้นส่วนรถยนต์ด้วย
 คำว่า วัฒนธรรมรถยนต์ นี้ จากที่เคยได้ยินได้อ่านมา ได้เห็นจากบทความของ โตมร ศุขปรีชา ในเรื่อง วัฒนธรรมรถยนต์ - Yes, We Drive! ในเว็บไซต์ออนโอเพ่นด็อทคอม
www.onopen.com ในหน้า www.onopen.com/2007/02/1452
 วัฒนธรรมรถยนต์ เป็นวัฒนธรรมที่ทำให้ระบบขนส่งมวลชนอ่อนแอ ในขณะเดียวกันก็จะทำให้การใช้รถยนต์สะดวกขึ้น
 ก่อนหน้านี้ ย้อนไปหลายปี เมื่อครั้งที่เราจะร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแรก ก็มีต่างชาติ ผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้าย ได้พยายามสร้างวัฒนธรรมรถยนต์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อหวังจะขายรถยนต์จากบริษัทในประเทศของตนให้มากๆ แต่ผลสุดท้าย คนไทยไม่ค่อยซื้อมาใช้กัน เพราะอาจจะคันใหญ่เกินไป จึงหันไปใช้รถยนต์จากญี่ปุ่นแทน
 ความพยายามสร้างวัฒนธรรมรถยนต์นั้น ทำให้ในยุคดังกล่าวมีการสร้างถนนหนทางเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับให้มีการใช้รถยนต์ และละเลยที่จะพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและขนส่งระบบราง ที่ขนคนได้ครั้งละมากๆ
 รถไฟไทยเคยเป็นอย่างไร ปัจจุบันนี้ก็เปลี่ยนไปไม่มากนัก อย่างมากก็เพิ่มรางเป็นสองราง แทนที่จะได้รับการพัฒนาขยายความกว้างของราง เพื่อให้ขบวนรถไฟวิ่งได้เร็วขึ้น
 รถประจำทางในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะใน กทม.ก็เป็นองค์กรที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก คือเป็นองค์กรที่มีลูกค้ามากมาย แทบจะเบียดกันตายในแต่ละคัน แต่ละสาย แต่กลับเป็นองค์กรที่ขาดทุนทุกปี
 ให้ตายสิ บอกใครก็คงไม่มีใครเชื่อ ฟังข้ออ้างที่ว่า ค่าใช้จ่ายสูง ก็ได้แต่สงสัยว่า แล้วทำไมบริษัทเอกชนที่มารับสัมปทานในบางสาย ทำไมยังอยู่กันได้ แย่งกันเข้ามารับช่วงกันแทบจะไม่อยากไปไหน หากไม่มีกำไร ก็แปลกดี
 วัฒนธรรมรถยนต์ยังสร้างให้รถยนต์เป็นอะไรที่มากไปกว่ายานพาหนะ คือสร้างให้กลายเป็นเครื่องประดับที่วิ่งได้
 คนบางคนยอมทุ่มเงินทองซื้อรถยนต์ราคาแพงมาใช้ขับขี่เพื่อเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะ
 รถยนต์ของผู้บริหารก็ต้องคันใหญ่ สวยงาม ราคาแพง เพื่อให้สมกับตำแหน่ง
 ในยุคที่คนไทยเคยเห่อรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ ก็มีหลายคนทีเดียวกระมัง ที่ซื้อรถยนต์ประเภทนี้มาใช้ แต่ไม่เคยเอาเข้าป่าสักครั้ง ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง แต่ประการหนึ่งที่ฟังแล้วอดอมยิ้มมิได้ คือกลัวเอาเข้าป่าแล้วจะเป็นรอย
 วัฒนธรรมรถยนต์ยังฝังลึกอยู่ในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง
 นโยบายของรัฐที่ผ่านมาไม่นานนัก ก็ยังคงส่งเสริมวัฒนธรรมรถยนต์
 มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้การซื้อรถยนต์ทำได้ง่ายกว่าเดิมไปมาก มีเงินไม่เท่าไหร่ ก็มีป้ายแดงมาขับได้ จนบริษัทขายรถยนต์ต้องแข่งกันออกของแถมมาส่งเสริมการขายกันมากมาย
 นโยบายการผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก สำหรับใช้ในเมือง ก็ถูกพับลง
 และก็มีนโยบายจะซื้อรถไฟฟ้าบีทีเอสมาเป็นของรัฐ ซึ่งหากซื้อมาได้ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า อาจจะเกิดสภาพเหมือนในสหรัฐอเมริกา ที่ซื้อมาเพื่อให้ขนส่งสาธารณะไร้ประสิทธิภาพ
 วัฒนธรรมรถยนต์เช่นนี้ ทำให้รถไฟฟ้าของประเทศชาตินี้ แทนที่จะใช้ขนคนจากเขตที่อยู่อาศัยย่านชานกรุงเข้าเมือง กลับใช้เพื่อความสะดวกสบายของคนในกรุง และเอื้ออำนวยให้ย่านการค้า
 และทำให้สัญญาที่จะมีรถไฟฟ้าพาดผ่านแถวใกล้ๆบ้านของผม เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ก็ยังเป็นสัญญาอยู่ต่อไป และคงต่อไปอีกนาน
 ดังนั้น เกินครึ่งทางจากบ้านของผมไปยังจุดหมายปลายทาง จึงต้องอาศัยรถสาธารณะประเภทอื่น ผมเลือกรถแท็กซี่ เพราะผมรีบที่จะไปถึงจุดหมายโดยเร็ว
 อาจจะมีคนถามผมได้ว่า ทำไมไม่เลือกรถตู้ ทั้งๆที่เร็วพอกัน แต่ถูกกว่า
 คำตอบคือ เพราะผมปฏิเสธการขึ้นรถตู้มานานแล้วครับ นอกจากเสี่ยงชีวิต จนผมเกือบจะเสียชีวิตเพราะขนส่งมวลชนชนิดนี้แล้ว ผมยังไม่ชื่นชมนิสัยถาวรในการขับรถของคนขับรถตู้หลายๆคน ที่เพิ่มปัญหาความจลาจลให้การจราจรอีกด้วย
 นอกจากนี้ ผมคิดว่า รถตู้เป็นขนส่งมวลชนที่เกิดขึ้นมาในลักษณะที่รัฐต้องจำยอมให้เกิดขึ้น เหมือนของเถื่อนที่ต่อมารัฐต้องจำยอมสถาปนาให้เป็นของถูกต้อง เพราะถูกใจผู้โดยสารส่วนใหญ่ และต้องการนำรายได้ส่วนหนึ่งจากขนส่งมวลชนชนิดนี้เข้าสู่รัฐ
 พูดง่ายๆ ก็เหมือนหวยใต้ดินที่รัฐเอาขึ้นมาอยู่บนดิน ให้รัฐบาลเป็นเจ้ามือเสียเอง
 การโบกรถแท็กซี่ เดี๋ยวนี้ ไม่ได้หารถยากเหมือนเมื่อก่อน ยกเว้นกรณีที่มีฝนตก มีรถแท็กซี่รอเรียงรายให้ขึ้นชนิดคันต่อคัน คันแรกไม่ยอมไป อีกพัก อีกคันก็ตามมา
 นั่นก็เพราะรถแท็กซี่มีมากขึ้น
 คนจากต่างจังหวัดทิ้งไร่นาและโรงงานเข้ามาขับรถแท็กซี่มากขึ้น หลายคนให้เหตุผลว่า เป็นอาชีพที่มีรายได้มากกว่า ก็จริงอย่างเขาบอก เพราะเมื่อเทียบรายได้ต่อเดือนแล้ว บางคนมีรายได้มากกว่าผมเสียอีก

......................
 และแล้วการเดินทางของผมก็มาถึงจุดหมาย
 ผมเดินลงจากสถานีรถไฟฟ้า สถานีชิดลม หลังการเป็นส่วนหนึ่งในระบบการจราจรอันแสนจลาจลเกือบ 1 ชั่วโมง
 เดินไปเรื่อยๆ สายตาสอดส่ายไปตามท้องถนน ตราบจนผมนั่งทานอาหารบนชั้น 2 ของอาคารมุมสี่แยกราชประสงค์
 รถราหลากชนิดจำนวนมากหมุนเวียนเข้าออกตามสัญญาณไฟจราจร บางครั้งก็มีเสียงบีบแตรยาวๆ บอกกล่าวถึงความไม่พอใจในเพื่อนร่วมถนน
 ผมทานอาหารต่อไปเรื่อยๆ โดยกังวลใจถึงเรื่องการจราจรน้อยลงกว่าเดิม
 อาจจะนึกฝันถึงระบบขนส่งมวลชนที่ดี มีระบบเชื่อมต่อกันไปทั่วเมืองบ้าง ยามที่เหลือบไปเห็นรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน
 กังวลใจได้น้อยลงเท่าไหร่หรือครับ อย่างน้อยๆ ก็สักสองสามชั่วโมง ก่อนที่ผมจะกลับลงไปเป็นส่วนหนึ่งของการจลาจลข้างล่าง
 ระหว่างทางกลับบ้าน..

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


ปล.๑ บทความเก่า เขียนเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ที่ http://www.oknation.net/blog/jezt/2007/07/07/entry-1

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More