Share

หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

ถนนหนังสือสายคาบูล

คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๑

"..หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือยอดนิยมในประเทศนอร์เวย์ และนำไปแปลเป็นภาษาอื่นๆมากมาย เช่น พิมพ์ในประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2546 แล้วยังพิมพ์ออกมาอีกต่อเนื่องทุกปี.."

ก่อนที่หนังสือ

    101 วัน อะ ฮันเดรด แอนด์ วัน เดย์ส (A Hundred and One Days) ที่เป็นเรื่องราวของผู้เขียน "โอสเนอ แซร์สตัด" นักข่าวชาวนอร์เวย์ ซึ่งได้เข้าไปทำข่าวในอิรัก ตั้งแต่ก่อนช่วงสงครามจนกระทั่งสหรัฐอเมริกาเข้าไปยึดครองอิรักได้สำเร็จ 


รวมเวลา 101 วัน จะออกมาวางแผงในเดือนเมษายน 2548 นั้น (แนะนำไปแล้วเมื่อฉบับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551)


    ช่วงปี 2545  "โอสเนอ แซร์สตัด" นักข่าวชาวนอร์เวย์ ผู้เขียน 101 วัน ได้เขียนหนังสือเรื่อง เดอะ บุคเซลเลอร์ ออฟ คาบูล (The Bookseller of Kabul) ซึ่งเป็นเรื่องราวในประเทศอัฟกานิสถาน

    หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือยอดนิยมในประเทศนอร์เวย์ และนำไปแปลเป็นภาษาอื่นๆมากมาย เช่น พิมพ์ในประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2546 แล้วยังพิมพ์ออกมาอีกต่อเนื่องทุกปี

    สำหรับในภาคภาษาไทยนั้น สำนักพิมพ์มติชนได้นำมาจัดพิมพ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ได้นักแปลฝีมือเยี่ยม "จิระนันท์ พิตรปรีชา" เป็นผู้ถอดความจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย ในชื่อ "ถนนหนังสือสายคาบูล" ราคา 185 บาท ความหนา 280 หน้า

    และเป็นที่น่าแปลกใจ ตรงที่ว่า แม้จะเป็นหนังสือยอดนิยมระดับโลก แต่กลับยังพิมพ์ได้เพียงครั้งเดียวในประเทศไทย

    หนังสือเล่มนี้ โอสเนอ แซร์สตัด เขียนออกมาในรูปแบบของนวนิยาย หากแต่อิงกับข้อมูล ตามเรื่องจริงที่เกิดขึ้น หรือตามที่เธอได้รับการถ่ายทอดจากบุคคลที่อยู่ในแต่ละเหตุการณ์ จากการที่โอสเนอ แซร์สตัด เข้าไปพักอาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัวตระกูลคาน ชาวอัฟกัน หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปยึดอำนาจการปกครองจากพวกตาลีบันแล้ว

    หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการเล่าเรื่องราวของครอบครัวตระกูลคาน ซึ่งเป็นครอบครัวชนชั้นกลาง ตามที่โอสเนอ แซร์สตัด ให้คำจำกัดความว่า เป็นชนชั้นกลางในเงื่อนไขของสังคมประเทศอัฟกานิสถาน มีหัวหน้าครอบครัวคือ สุลตาน คาน เขาเป็นเจ้าของร้านหนังสือ ซึ่งมีความปรารถนาและมุ่งมั่นที่จะใช้หนังสือเป็นส่วนช่วยให้ประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมอัฟกันได้รับการสืบทอด

    "ทีแรกก็พวกคอมมิวนิสต์เผาหนังสือผม หลังจากนั้นมูจาฮิดีนก็รื้อค้นปล้นชิง แล้วพอมาถึงยุคตาลีบัน หนังสือก็โดนกวาดไปเผาอีกรอบ"

    หลังจากผ่านเหตุการณ์การต่อสู้กับรัฐบาลแต่ละยุค เช้าวันหนึ่ง สุลตานนั่งจิบน้ำชาในร้าน เฝ้ามองคาบูลพลางครุ่นคิดที่จะทำให้ฝันเป็นจริง แล้วคิดคำนึงถึงวรรคทองของเฟร์ดูซี มหากวีคนโปรดของเขา

    "บนเส้นทางสู่ความสำเร็จ บางครั้งเราต้องเป็นหมาป่า และบางครั้งก็ต้องเป็นลูกแกะ"
    ก่อนที่จะตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องทำตัวเป็นหมาป่าบ้าง แม้สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จนั้น

    เขาจะแลกมาด้วยอะไรมากมายก็ตาม..

---------------------

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More