Share

หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

แสร้งโง่



".. กว่าที่ “อิบูคิ ทาคาชิ” จะเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาได้นั้น เขาได้ใช้เวลาหลายปี เพื่อเรียนรู้ “การแสร้งโง่” ทั้งด้วยตัวเองและจากผู้อื่น .."



“คุณค่าของคนเรามิได้อยู่ที่สมองดีหรือไม่ แต่อยู่ที่ยอมใช้สมองหรือไม่ต่างหาก” เป็นคำโปรยหน้าปกหนังสือ “คนฉลาดแสร้งโง่” หนังสือขายดีในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมี “อิบูคิ ทาคาชิ” นักเขียนชาวญี่ปุ่น เป็นผู้เขียน


   หนังสือเล่มนี้ ได้ “อธิคม สวัสดิญาณ” ผู้ซึ่งมีผลงานแปลและเรียบเรียงหนังสือมาหลายเล่มแล้ว เป็นผู้แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยจากภาษาจีน ซึ่ง “ถง ต้ามู่” ได้แปลจากภาษาญี่ปุ่น

   ภาพปกหนังสือที่นำมาประกอบเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 5 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 โดยสำนักพิมพ์เต๋าประยุกต์ มี “ปาลิไลยก์ ศรีวิศาล” เป็นบรรณาธิการ ส่วนการพิม์ครั้งแรกนั้น ตั้งแต่เดือนเมษายน 2541

   กว่าที่ “อิบูคิ ทาคาชิ” จะเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาได้นั้น เขาได้ใช้เวลาหลายปี เพื่อเรียนรู้ “การแสร้งโง่” ทั้งด้วยตัวเองและจากผู้อื่น เขาเขียนบอกเล่าจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไว้ว่า หลังจากเห็นหนังสือ “คนฉลาดไม่ประสบความสำเร็จ” ซึ่งเป็นหนังสือขายดีมาอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น เขาก็เริ่มสงสัยว่า คนฉลาดและปัญญาชนเป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหน

   “คนฉลาดไม่ประสบความสำเร็จ” ยังกระตุ้นความสนใจ จนเขารู้สึกว่า “ความโง่ คือ คุณสมบัติที่ฝึกยาก แต่มีค่ามาก และฝึกสำเร็จได้หากพยายาม”

   เมื่อรวมกับประสบการณ์การเปิดบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจของ “อิบูคิ ทาคาชิ” ทำให้เขาเริ่มพูดกับตัวเองเพื่อฝึกแสร้งโง่เป็นเวลา 3 ปี โดยในปีแรกเขาบอกตัวเองให้ลองนอบน้อมคุกเข่าและเล่นบทคนโง่บ้าง คนอื่นพูดอะไรก็นิ่งฟัง” 



   ปีที่สอง เนื้อหาเปลี่ยนเป็น “พอโกรธก็กดสวิตช์ขอบคุณ” และปีที่สาม เขาบอกกับตัวเองว่า “ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนต้องกล่าวขอบคุณ” แต่กว่าจะเขียน “คนฉลาดแสร้งโง่” ออกมาได้ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี

   “คนฉลาดแสร้งโง่” แบ่งเนื้อหาออกเป็น 7 บท เริ่มจากการปูพื้นด้วยเรื่องที่เคยสะกิด “อิบูคิ ทาคาชิ” มาแล้วคือ “คนฉลาดไม่ประสบความสำเร็จ” จากนั้นจึงเริ่มพูดถึง “ความโง่” เช่นเรื่องความเป็นมนุษย์ของคนโง่ ยารักษาความโง่ อัจฉริยบุรุษมุ่งสู่วิถีแห่งความโง่

   เมื่ออ่านและลองปฏิบัติตามหนังสือเล่มนี้แล้ว อาจจะได้พบเจอประสบการณ์เดียวกันกับ “อิบูคิ ทาคาชิ” ซึ่งเขียนบอกความรู้สึกของเขาไว้ว่า “ยามผมคิดว่า ผมดีอย่างนั้น ผมเก่งอย่างนี้ ทุกคนจะพยายามดึงรั้งผมถอยหลัง แต่หลังจากผมละทิ้งส่วนตัว หันมาทำใบ้แสร้งโง่แล้ว จึงได้ลิ้มรสน้ำใจไมตรีและบุญคุณของผู้อื่นอย่างแท้จริง”..

------------------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก ใน คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๓


Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More